23.11.2009_odysseus
By: loveseatstudio
tags: กวี, ภาษา, หนังสือ, เสกสรรค์ ประเสิรฐกุล, way magazine
Category: [เลิฟซี้ดศิลปะและสถาปัตยกรรม], [เลิฟซี้ดเจ้าบทเจ้ากลอน]
[1]
*”ทะเล คนกล้า ฟ้ากว้าง
อ้างว้าง เพียงกัน ฉันเห็น
ขุนเขา ตะวัน จันทร์เพ็ญ
โดดเด่น แต่ว่า เดียวดาย”
..
โอ๋พบกลอนบทนี้ ในหน้าสุดท้ายของนิตยสาร way ฉบับ – - น่าจะ.. ล่าสุด (ปกพิมพ์ว่า ปีที่ 3 ฉบับที่ 29) เป็นกลอนแปดแนวน้อยนิยม ที่ใช้จำนวนพยางค์แค่หกพยางค์ในแต่ละวรรค หากยังสื่อสารสิ่งที่ต้องการพูดได้กระชับครบถ้วน ทำให้โอ๋นึกถึงกลอนเก่าๆ ที่เคยอ่านพบในหนังสือซีไรต์เล่มหนึ่ง เป็นกลอนบทเดียวในหนังสือเล่มนั้นที่ไม่ได้แต่งโดยผู้เขียน
น่าสนใจใช่มั้ยล่ะ? มีน่าสนใจกว่านั้นอีก
มันเป็นกลอนบทเดียวในเล่ม
ที่โอ๋จำได้จนทุกวันนี้โดยไม่ต้องออกแรงท่อง
(อาจจำผิดบ้างนะคะ ออกตัวล้อฟรีไว้ก่อน)
**” ..คืนนี้มืดใช่มืดสนิท
ไฟดวงนิดยังมีแสง
เพียงลม พัดมาแรง
เถ้ามอดแดงก็จะลาม..
โอ๋ไล่สายตาหาชื่อผู้แต่ง แทบตบเข่าฉาดเมื่อพบว่าเขียนโดยบุคคลเดียวกันนั่นเอง..
โอ๋ไม่เคยติดตามผลงานของอาจารย์เสกสรรค์ ด้วยคิดเอาเองว่าน่าจะไม่ถูกจริต ในความทรงจำเลือนรางมีแค่กลอนสั้นๆ บทนี้เท่านั้น ที่ทำให้บางคราวคิดแวบๆ ว่า อยากหากลอนที่เขียนโดยอาจารย์เสกสรรค์มาอ่าน แต่ก็ไม่ได้ทำเสียที นิตยสาร way คัดเลือกผลงานกลอนสามชิ้น ที่มีระยะเวลาการผลิตห่างกันร่วมสิบปี ชิ้นแรกถูกเขียนขึ้นในปี 2528 หากให้คำนวณแบบหยาบ อายุอานามผู้เขียนในขณะนั้น น่าจะอยู่ราวยี่สิบปลายหรือต้นสามสิบ ถ้อยคำ “..ขุนเขา ตะวัน จันทร์เพ็ญ โดดเด่น แต่ว่า เดียวดาย” ฟังแล้วแทงใจดำ ให้ภาพที่หล่อเท่ห์แมนโคตร และเหงาจับใจ
..
[2]
โอ๋เลื่อนสายตาไปหากลอนชิ้นที่สอง ที่ way คัดมาให้อ่าน ชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นในปี 2535 นอกจากปรบมือให้คนเขียนแล้ว โอ๋อยากปรบมือให้คนที่หยิบมันมาให้โอ๋อ่าน โดยเฉพาะสำหรับสองวรรคท้ายสุดของกลอนชิ้นนี้
***“..เมื่อวานนี้เพิ่งกลับจากสนามรบ
เพิ่งฝังศพความคิด… ที่ผิดพลั้ง”
เป็นไงล่ะ หล่อเท่ห์แมนโคตรเมื่อสิบปีก่อน กลายเป็นกลอนอึดอัด ที่เกือบเอาตัวไม่รอดจากการถูกฉันทลักษณ์บังคับเนื้อหาเลยทีเดียว จะว่าไปมันก็บอกถึงอะไรบางอย่างในตัวผู้เขียน ที่โอ๋ขอละไว้แล้วกัน (อย่างที่บอก ไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ค่ะ) อ่านแล้วรู้สึกเบา ได้เรียนรู้ว่าการพยายามทำให้ร้อยกรองมีคำคล้องจองเยอะๆ แทนที่อ่านแล้วรื่นไหล มันกลับรู้สึกอึดอัด กลอนของปี ‘35 ทำให้โอ๋นึกถึงการเดินทางกลับจากสงครามกรุงทรอย ของวีรบุรุษรอดตาย เจ้าของโปรเจคสมองใสม้าไม้ล่มเมือง นามโอดิสซิอุสขึ้นมาแบบบางๆ (ยิ่งพูดยิ่งรู้สึกหล่อ)
โอดิสซิอุส เป็นตัวละครอีกตัวหนึ่งจากมหากาพย์ “อีเลียด” ที่โอ๋ชอบมาก (ชอบตัวละครค่ะ ไม่ได้ชอบมหากาพย์นะ) ว่าด้วยอภิมหาสงครามที่มีที่มาที่ไปไม่ชัดเจนนัก จนแทบจะต้องโทษเวรโทษกรรมไปโน่นเลย ที่ทำให้ต้องมารบราเสียเลือดเนื้อและทรัพยากรกัน โอดิสซิอุสเป็นนายทัพอันดับบนๆ หนึ่งในไม่กี่คนที่ได้อยู่จนจบสงคราม ในฐานะฝ่ายชนะเสียด้วย แม้เราจะชอบพูดว่าสงครามมันไม่มีใครชนะหรอก แต่ถ้าเลือกได้ ก็ขอไม่อยู่ฝ่ายแพ้กันทั้งนั้น จากตำแหน่งแห่งที่และบทบาทในสงคราม โอ๋เชื่อว่าหากจะให้ใครอธิบายสงครามนี้ให้ฟังแบบเข้าอกเข้าใจที่สุด ก็คงเป็นอาเฮียโอฯ ท่านนี้นั่นแหละ
กลอนที่ชื่อ [ฟองเวลา] ของอาจารย์เสกสรร ฉันทลักษณ์ถูกเอามารับใช้เนื้อหา มากกว่าจะบิดเบือนเนื้อหาเพื่อให้ตัวเองยังอยู่ใต้กรอบฉันทลักษณ์ บุคลิกเลยดูเป็นการบอกเล่าแบบสบายๆ ปลดปล่อย เหมือนป๋าโอดิสซิอุสมานั่งลงพูดให้ฟัง เป็นนิทานรอบเสากระโดงเรือ ระหว่างล่องทะเลกลับบ้านที่อิธกะเลยทีเดียว
..
[3]
ชิ้นสุดท้ายที่ได้อ่านจากนิตยสาร way โอ๋ขออนุญาตคัดมาลงในบลอกเต็มๆ เลยแล้วกัน กะว่าอีกสักสิบปีข้างหน้าจะได้มาอ่านอีกครั้ง เชื่อว่าคงได้รับอรรถรสกว่าการอ่าน ณ วันนี้ ตอนนี้หัวใจยังยึดติดกับความหล่อเท่ห์แมนโคตร และยังมีความเป็น “คนอึดอัด” อยู่มาก
****”[อนัตตา]
เกลียวคลื่นกลืนหาดสาดศิลา
จารึกรอยศรัทธา
บูชาแด่องค์ภควัน
พันกัปหมื่นยุคร้อยกัลป์
แปรเปลี่ยนฉับพลัน
ในคลื่นคือน้ำคงเดิม”
..
เกี่ยวกับภาพประกอบ:
ถ่ายโดย @tousna ในทริปภูหินร่องกล้าเมื่อหลายปีก่อน
คิดเอาเองว่า มันเข้ากับบรรยากาศเลยหยิบมาใช้
ปล. footnote ขอต๊ะไว้ก่อน เนื่องจากหมดแรง ไว้จะมาอั๊บเพิ่มให้ค่ะ
