21.03.2006_วินเซน ปิกัสโซ่ กับดอน แมคลีน


[ภาพจาก wikimedia อัพโหลดขึ้นเมื่อวันที่ 03.02.2010]
..
Starry, starry night
Paint your palette blue and grey
Look out on a summer’s day
With eyes that know the darkness in my soul
Shadow’s on the hills
Sketch the tree and the daffodils
Catch the breeze of the winter chill
In colour of the snowy linen land

Now I understand what you tried to say to me
How you suffered for your sanity
And how you tried to set them free
They wouldn’t listen they did not know how
Perhaps, they’ll listen now

Starry, starry night
Fleming flower that brightly blazed
Swirling clouds of violet haze
Reflect in Vincent’s eyes of china blue
Color changing hue
Morning field of amber grain
Weather faces lie in pain
Are soothed beneath the artist’s loving hand

For they couldn’t love you
But still, your love was true
And when no hope was left inside
of that starry, starry night
You took your life as the lovers often do
But I should have told you, Vincent
This world’s never meant
for one as beautiful as you

Starry, starry night
Portrait hung in empty hall
Frameless head on nameless wall
With eyes that watch the world and can’t forget
Like a stranger you’ve met
A ragged man in ragged clothes
The silver thorns of blood-red rose
Lie crushed and broken on the virgin snow

เขียนสดๆ ตรงนี้แหละ คงมีถูกๆ ผิดๆ มั่วๆ ไปมั่ง
ถ้าให้นึกคงมีไม่กี่เพลงแล้ว ที่เนื้อจะยาวขนาดนี้
แถมยังแทบไม่มีท่อนซ้ำเลย

โอ๋ได้ฟังเพลงนี้ตั้งแต่สมัยเด็กๆ
จำได้แค่ว่ามันเป็นเพลงที่เพราะดี
ได้รู้ต่อมาว่า เป็นเพลงที่เขียนถึง
ศิลปินสกุลอิมเพรสชั่นนิสม์ผู้โด่งดัง
เจ้าของชื่อเดียวกับชื่อเพลง
หรือชื่อเต็มๆ ว่า วินเซนต์ ฟาน ก๊อก
- ที่เราๆ เขาๆ ชอบเรียกกันว่า “แวนโก๊ะ”

ต่อมาโอ๋ติดใจกับเนื้อเพลง
ที่แม้ไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่
และหลายส่วนถึงกับไม่สามารถจับใจความ
แต่ก็ยังสามารถรับรู้ได้ถึงความงดงามกินใจ
ของถ้อยคำที่เลือกใช้
และก็ยังจดจำ Vincent
ในฐานะเพลงที่มีเนื้อเพลงเป็นบทกวีสวยเพราะ
จนเป็นแรงบันดาลใจ
ให้หันมาสนใจติดตามผลงานของศิลปินท่านดังกล่าว

ภาพที่สวยงามที่สุดของเค้า
เป็นภาพท้องฟ้าที่เจิดจ้าด้วยแสงดาว
หากโอ๋จำไม่ผิด ชื่อของมันคือ Starry night
ใครที่เคยติดตามผลงานของแวนโก๊ะ
จะรู้ว่ามีภาพแนวนี้น้อยเต็มที
เนื่องด้วยวิถีชีวิตที่แสนยากเข็ญของเขา
ไม่เอื้อให้บังเกิดอารมณ์สุนทรีย์นัก
จากชีวประวัติที่เคยได้อ่านมา โอ๋ไม่ได้จำเค้าในฐานะจิตรกร
แต่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่อาศัยงานศิลปะ “พูด” อะไรบางอย่าง
โดยหวังจะให้คนหมู่มากได้ฟัง
และท่ามกลางความพยายามเหล่านั้น
- – ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง

“แม้คนเหล่านั้นไม่อาจรักเธอ – ความรักของเธอก็ยังเป็นจริง
และเมื่อไม่มีความหวังใดหลงเหลือในท้องฟ้าของเธอ
เธอก็ยังดำรงชีวิต อย่างคนที่มีความรักเต็มหัวใจ
……
แต่ฉันน่าจะได้บอกเธอ, วินเซน
โลกนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับคนที่สวยงามอย่างเธอ.. “
และแม้โครงการตามล่าหาแวนโก๊ะของโอ๋
จะผ่านพ้นไปไม่น้อย
จนแล้วจนรอด โอ๋ก็ยังรู้สึกค้างคากับเพลง Vincent
จนได้ศึกษาเกี่ยวกับศิลปะแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ตระกูลหนึ่ง
ที่เรียกกันว่า คิวบิสม์ (มั้ง)
คุณเคยเห็นภาพเขียนหญิงสาวเท้าคางของปิกัสโซ่มั้ย
– ปาโบล ปิกัสโซ่
(เป็นศิลปินที่ผลงานมีราคาแพง ตั้งแต่เจ้าตัวยังไม่ตาย
- – หายากนะเนี่ย)
ปิกัสโซ่ไม่ได้วาดหญิงสาวเท้าคางแบบที่เราจะมองเห็น
แต่วาด – ในแบบที่อยากจะให้เราเห็น
เหมือนบรรยายภาพนั้นด้วยเสียงของเค้า
ปิกัสโซ่เลือกหยิบองค์ประกอบแต่ละส่วน
ของ”หญิงสาว”ที่กำลังนั่ง”เท้าคาง”
จมูก ปาก ตา มือ..
นำแต่ละส่วนมาลดขยายขนาด
และจัดเรียงลงในภาพตามใจชอบ
ได้เป็น “หญิงสาวเท้าคาง”
แบบที่เค้ามองเห็นและอยากให้เราดู

นาทีนั้นโอ๋นึกถึงเพลง Vincent
อยากบอกกับดอน แมคลีนว่า “โอ๋ว่าโอ๋เข้าใจแล้วฮ่ะ”
โอ๋ว่าโอ๋เข้าใจแล้ว ว่าเค้าคิดอะไร
ระหว่างแต่งบทกวีที่นำมาใช้เป็นเนื้อเพลง
โอ๋เห็นภาพเขียนของแวนโก๊ะที่ตัวเองเคยเห็น
ถูกแปรเป็นถ้อยคำ

ภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ภาพทุ่งหญ้าสีทอง
ภาพวาดตัวเอง ที่มองเห็นดวงตาสีฟ้าแสนเศร้าของแวนโก๊ะมองตรงมา
ภาพของผู้คนที่ทุกข์ยาก มีใบหน้าและร่างกายที่บิดเบี้ยว
ภาพจิตรกรผมสีฟาง ปาดปลายพู่กันอย่างอ่อนโยน
ลงบนใบหน้าที่ทุกข์ทนเหล่านั้นปรากฏที่ผืนผ้าใบ
ภาพเหล่านั้นถูกนำมาวางเรียงราย และร้อยรัดกันด้วยเสียงเพลง
อย่าพยายามจับใจความ
อย่าไปหาลอจิกมาทำความเข้าใจมัน – มันไม่มี

ใช่มั้ยนะ.. ไม่รู้สิ
แต่อรรถรสในการฟังเพลงเพิ่มขึ้นอีกอักโขเลยพี่น้อง
หากอังเคิลดอนไม่ได้คิดอย่างนี้
โอ๋ว่าแกก็คงเป็นปลื้มอยู่เหมือนกัน
ที่มีอีบ้าคนนึงตีคอนเซปท์งานของเค้า
ออกมาเทียบขั้นกับปิกัสโซ่เชียวนะ

Now I think I know
What you tried to say to me
How you suffered for your sanity
And how you tried to set them free
They would not listen, they’re not listen still
Perhaps, they never will

ท่อนท้ายของเพลง จบด้วยเสียงสูงพลิ้ว และแหบหายไป

อาจบางที โลกนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับคนที่สวยงามอย่างเธอ
โอ๋ก็ว่างั้น..
ว่าไปประโยคข้างบนนี่ก็น้ำเน่าไปหน่อยนะ
- – แตก่อฮักที่ซูดด.. ^ ^

(ส่อน หล่า โด่ เร มี้…. )

2 comments on “21.03.2006_วินเซน ปิกัสโซ่ กับดอน แมคลีน”

  1. [...] ดอน แมคลีน หลังจากที่เคยพูดถึงเพลง vincent ไปเมื่อนานมาแล้ว หรือพูดให้ถูกคือ [...]

  2. ” Now I understand what you tried to say to me ”

    Thax you to make this song to touch my heart ( T T)


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.